Thursday, February 28, 2008

หลายไมล์ไปกับจิต


หากต้องเดินทางไปไหนสักที่ไกลๆในการสิ้นสุดการเดินทางในแต่ละครั้งมักจะเหนื่อย เมื่อย เพลีย อ่อนล้า  ร่างกายเรามันส่งสัญญาณเหล่านี้ได้ สำหรับจิตใจและความคิดเราหละมันเดินทางในแต่ละวันไปโน่นมานี่มากมายหากเทียบวัดค่าความเร็วได้มันคงเป็นการเดินทางที่ไวกว่าแสง ไกลกว่า ไวกว่า กับการเดินทางของจิต วิ่งไปมาจากตัวเราไปโน่นมานี่ตลอดเวลา บางวันถึงกับไม่ยอมกับมาหาตัวเราก็มี หลงเพลิดเพลินกับแสงสีที่ไหนไม่ทราบ มันมีสัญญาณเตือนมั๊ยว่า มันเหนื่อย มันล้า มันไม่ไหวแล้วว..

ตัวเราอยู่ที่นี่ตรงนี้ ความคิดจิตใจ เดินทางกลับไปในอดีตหลายสิบปีในชั่วพริบตาเดียว รู้ตัวอีกทีก็แว๊ปกลับมาที ดูไม่ดี มันแว๊บไปอีกแล้ว บางทีไปนาน จิตเราก็ไปฟุ้งซ่านโดดเดี่ยวอยู่ที่ไหนไม่รู้ 
ในบางเวลายังเดินทางผ่านทะลุมิติ ไปสร้างฉากสร้้างภาพในอนาคตให้น่าขบคิดอีกด้วย

ทำไมเราปล่อยให้ความคิดจิตใจกับกายของเราน้อยนักที่จะอยู่ด้วยกันในปัจจุบัน ซี่งมักจะต่างคนต่างอยู่ มันจะเหนื่อยบ้างมั๊ยน๊ากลับการเดินทาง

การพยายามให้จิตกับกายมันเกาะเกี่ยวอยู่ในที่และเวลาเดียว ด้วยกันนั้น เคล็ดลับของพระพุทธเจ้าบอกไว้อย่างสั้นๆคือการมีสติ การใช้สติประสานจิตกับกายให้อยู่ด้วยกันนั้น จะทำให้เราอยู่ในเวลาที่เป็นมิติเดียวกันคือช่วงเวลาปัจจุบัน

การรู้ตัว การมีสติ ตามความคิดเรากับมาอยู่กับตนเองในปัจจุบัน ต้องอาศัยการฝึกฝนกันบ่อยๆ ความคิด หรือตัวจิต บางทีมันเดินทางสะเปะสะปะไปมา ต้องใช้ความตั้งใจพอสมควรเพื่อรวบรวมให้กลับมาอยู่ในจุดเดียวกันในเวลานี้หรือปััจจุบันนี้ 

หากฝึกสติได้อย่างเข้มแข็งแล้วความคิดและจิตใจคงไม่ต้องอ่อนล้ากับการเดินทางไกลอีกต่อไป หากทำให้ได้สัมผัสลมหายใจกับอากาศที่สดชื่นในเวลานี้ แล้วทีนี้พอสิ่งใดมากระทบ เฝ้าดูมันด้วยใจที่มีสติ แล้วจะเห็นว่า มันก็เพียงเข้ามาและอ่อนล้ากลับไป เอาสติเป็นปราการต้านไว้ไม่ให้สิ่งใดๆมานำพาความคิดและจิตใจล่องลอยไปมาอย่างไร้ทิศทางอีก 


สิ่งที่ได้เขียนมานี้ เกิดจากทั้้งจากการอ่าน การศีกษาและจากประสบการณ์การทดลอง ลองคิด ลองทำ ลองวิเคราะห์ แล้วก็ค้นหาโลกด้านในตนเอง ก็ดีบ้าง ล้มเหลวบ้าง ก็ค่อยๆทำกันไป

ในตอนนี้ชาวตะวันตกกำลัง หันกลับมาสนใจแนวความคิดของชาวตะวันออกอย่างเราในด้านจิต วิญญาน ของมนุษย์ ซี่งมีคำสอนแนวทางในการปฏิบัติสืบทอดมายาวนานตั้งแต่โพ้นกาลสองพันกว่าปีโน้นแล้ว  ในโลกตะวันตกหลังจากเดินทางออกนอกโลก  ไปลอยเคว้งคว้างในอวกาศ ที่ไกลแสนไกล แต่เขาเพิ่งได้รู้สึกตัวว่า ในโลกด้านในของร่างกายมนุษย์ที่กว้างแค่ศอก ยาววา หนาแค่คืบเนี่ย พวกเขายังได้ได้เริ่มสักก้าว 

การเดินทางในด้านในด้านจิตวิญญาณ  ไม่ต้องอาศัยการเคลื่อนไหวเพียงแค่หยุดนิ่ง มันก็เป็นการอุ่นเครื่อง พร้อมทะยานแล้ว จากนี้ ก็ควบคุมการเดินทางในทิศทางของแต่ละคนกัน ให้นิ่งที่สุด ก็จะถึงจุดหมายเร็วที่สุด 

ไม่มีการลงทุนทางทรัพย์สินเงินทองใดๆในการเดินทางเข้าไปในโลกด้านในตนเอง  เพียงแต่ระหว่างการเดินทาง อย่าเผลอไผลให้ความคิดจิตใจหลุดลอยออกนอกเส้นทาง ไม่งั้นระยะทางแค่กว้างคืบยาววาหนาศอกนี้คงอีกแสนไกลและใช้เวลานานอยู่ กว่าจะเข้าถึง

เพราะมัวแต่สเปะสะปะตามหาความคิดจิตใจให้กลับมา

อ้าว...แว๊ปไปอีกแล้ว เดี๋ยวมานะ 
ไปตามกลับมาก่อน


Sunday, January 27, 2008

คบเด็กหลังบ้าน

เสียงแจ้วๆพาสงสัยว่า อะไรเคลื่อนไหวอยู่หลังบ้าน พอเปิดประตูไปเท่านั้น ก็ตาสบตากับหนุ่มตัวน้อยหน้ามล แก้มแดงแจ๊ดยืนคลุกหิมะเล่นอยู่โดยไม่ยี่หละกับความเย็นแต่อย่างใด เราพยายามสื่อสารถึงกันพอสมควร พูดกันคนละภาษาแต่เข้าใจกันทางรอยยิ้มมากกว่าซะนั่น คาดเดาว่าเจ้าตัวน้อยเองก็ยังพูดไม่ได้เป็นภาษามากนัก แต่ก็พยายามฝีก มีมนุษย์สัมพันธ์อย่างดี เอ๊ะ...หรือว่าเจ้าหมอนี่คิดตีท้ายหลังบ้านตั้งแต่เด็ก โชคดีที่เรายังไม่มีลูกสาวนะ รอหน่อยนะเจ้าหนู!

Sunday, January 20, 2008

หิมะ ปุย..ปุย...

มองผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ข้างโต๊ะทำงาน เพื่อพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ภาพที่เห็นชวนฝันเหลือเกิน หิมะกำลังตกโปรยปรายอย่างแผ่วเบา พื้นที่บริเวณ ปกคลุมไปด้วยหิมะปุกปุยไปหมด ถึงกับอดใจไม่ไหวคว้ากล้องและเสื้อกันหนาวลงไปเก็บภาพมาฝากกันสักหน่อย ...














ส่วนในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง หิมะกองเต็มระเบียงหลังบ้าน แล้วอะไรหลายๆอย่างเหมาะเจาะ ความเย็นและความเปียกเของหิมะซึ่งไม่ร่วนเกินไป พอที่จะเกาะตัวกันเป็นก้อนๆได้ เลยจับปั้นก้อนกลมๆสองก้อน ก้อนหนี่งใหญ่และก้อนหนี่งเล็ก ทำการประกอบร่าง เสริมจมูก ใส่ลูกตา เป็นตุ๊กตาหิมะตัวขนาดย่อม แล้วอัญเชิญใส่จานมาเป็นนายแบบให้ถ่ายภาพ แต่งตัวให้เล็กน้อย พอได้ที่เจ้าตุ๊กตาหิมะก็ทำหน้ากลม ปากจู๋ แอ๊คท่าให้ถ่ายรูปอย่างเต็มใจ ส่งมาอวดนายแบบตัวน้อยของเรากันสักหน่อย



จากนั้น จับถอดเสื้อแล้วก็ราดน้ำแดงเฮลบลูบอยซะเลย น่ารัก น่ากิน เอ้ย น่าชังนัก อิอิ...


Tuesday, January 1, 2008

เสียงสนั่นฟ้า แสงกระจ่างเมือง

คนที่นี่เชื่อกันว่า ไม่มีที่ไหนในโลก คลั่งไคล้การจะพลุฉลองต้อนรับปีใหม่ได้เท่าคนไอซ์แลนด์ ซึ่งถึงขนาดชาวต่างชาติเดินทางมาที่นี่ช่วงนี้เพื่อมาดูการเล่นพลุกันทั้งเมือง

พลุที่เมืองไหนๆก็จุดกันทั้งนั้น สารพันแฟนซีสวยงามตระการตา

แต่... ที่นี่ ไม่ พลุธรรมดาๆที่ชาวบ้านที่นี่จุดกันเองเกือบทุกบ้านนี่แหละ จุดเด่นก็ตรงที่ เขาจุดกันทั้งเมืองทุกตารางเมตรของพื้นที่ชุมชมที่นี่ มันโป้ง..ป้าง.. ไปทุกระหนระแหง หากยืนตรงที่สุงที่อยู่ในจุดมองเห็นภาพมุมกว้างของเมืองแล้วละก็ มันตูมตามทั้งตาทั้งหัวใจเลยทีเดียว อะไรจะขนาดนั้น

ปีนี้ก็เข้าครั้งที่สามแล้วกับการได้เห็นการเล่นพลุอย่างคลั่งของคนที่นี่ สนนราคานั้นไม่ต้องพูดถึง เหมือนเผาเงินเล่นกันกลางอากาศกันต่อปีเป็นเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท แต่คนที่นี่ไม่หวั่น นานทีปีหน กับความมืดและเย็นยาวนานถึง6เดือนของประเทศนี้ การได้จุดดอกไม้ไฟ ให้มันสว่างอร่ามตาสะเทือนหูสักช่วงเวลาสั้นๆนั้น มันก็เท่ากับได้ปลดปล่อยได้เต็มที่ของคนที่นี่

ดูวีดีโอคลิปข้างบนไปก็รู้สีกเหมือนกับว่าทั้งเมืองทำสงคราม ยิงกันสนั่น แสงไฟกระจ่าง แต่มันเป็นสงครามแห่งความหรรษา บันเทิง เรายิงดอกไม้ไฟขี้นฟ้า อวดสีสรรต่างๆจากประกายไฟ เพื่อได้ประกาศความสุขี ยินดี ..

หากเพียงแต่ว่า สงครามแห่งความขัดแย้ง เราไม่สามารถเปลี่ยน ขีปนาวุธทั้งหลาย เป็นดอกไม้ไฟแห่งความบันเทิงสุขสันต์ได้ก็เท่านั้นเอง

สิ่งหนี่งที่น่าเสียดายยิ่งกว่า มูลค่าของขีปนาวุธนั้นนอกจากตัวเลขที่ทวีคูณมากกว่านี้ยิ่งนัก มันไม่ใช่แค่เผาเงินไปในอากาศ แต่มันยังเผาผลาญชีวิตและความรู้สึกของคนไปทั้งโลก

ว่าแล้วมะ ลงทุนสักแดงสองแดงแสดงความบันเทิงต่อกันดีกว่า

Monday, December 31, 2007

ภาพน่ารัก





สายตาที่แม่จดจ่อกับการตั้งใจฟังอ่านคำทำนายเซียมซีจากน้องชายของฉัน ที่วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี มองแล้วมันน่ารักสะกิดใจดี ความรู้สึกใสๆที่ได้จากหญิงสูงอายุคนหนี่ง มองภาพนี้ทีไรอยากเข้าไปหอมสักฟอดให้หายมันเขี้ยวซะจริงๆ







มุมร้านกาแฟน่ารักๆด้วยภาพกราฟิตี้ โฆษณาอยู่ด้านข้างของกำแพงร้านด้านนอก
เดินเล่นเพลินๆสะดุดตากับน้องการ์ตูนหน้ากลม ยกถ้วยเชิญชวน คนเดินเท้าให้ก้าวเข้าในร้าน เห็นแล้วคงต้องยกกาแฟซดสู้กับน้องการ์ตูนเขาสักหน่อย






ระหว่างพักกลางวัน หลังอาหาร คว้ากล้องมาเดินย่อยริมทะเลสาบ กับอุณหภูมิประมาณ- 4 องศาเห็นจะได้สระน้ำใหญ่กลางเมือง เรคยาวิค กลายเป็นพื้นนำแข็งขนาดเท่าสนามหลวงบ้านเรา สะดุดตากับเป็ดน้อยตัวหนี่ง เดินบิดหางไปมา บนพื้นน้ำแข็ง ด้วยทีท่าโดดเดี่ยว คงกำลังควาญหา พื้นน้ำเพื่อที่จะว่ายล่องสักหน่อย งานนี้เหนื่อยหน่อยนะจะ ทนเดินไปก่อน ทีท่าว่าจะละลายใช้เวลานานอยู่

เป็ดเอ๋ย ..เป็ดน้อย...ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา เพื่อเติบใหญ่เราจะได้มีวิชา เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพ..อ้าว..เอ๊ะ ...ไงเนี่ยเรา!

พรรณาล้วนๆ




ถ้าเราเงียบ อาจทำให้หัวใจเราพูดเสียงดังมากขี้น
ถ้าเราฝันทำให้เรารู้ว่า เรายังคงอยู่
ถ้าเราได้เดินตามความฝัน ทำให้เราเข้าใกล้ความเป็นจริง
ถ้าเราพบความสำเร็จ เราจะพบรูปร่างความฝันของเรา
.
.
ความฝันไม่เคยหลอกใคร
มีแต่นักฝันเท่านั้นที่่หลอกตัวเอง
.
.
ชีวิตมีคำถามมากมาย ซี่งในขณะที่คำตอบมีน้อยนัก
เราคงเหนื่อยกับการค้นหาคำตอบทุกคำถาม
การเงียบและนิ่งเฉยกับบางคำถาม มันไม่ได้หมายความว่าเราตีบตัน
เราเพียงแค่ เก็บแรงไว้ตอบคำถามที่มีความหมายกับชีวิตจริงๆ
.
.
.
รอยยิ้มนางงาม มอบให้เราเพื่อยกค่าเธอ
รอยยิ้มของเด็กที่เราเพิ่งได้แบ่งปันอาหารกัน
มันยกค่าชูใจเรา ได้ติดทนนานดีแท้
.
.
.
  แค่คำพรรณา ที่คิดมาได้ ก็เขียนไป(ได้) บางทีคิดได้แต่ก็ถ่ายทอดเรียงร้อย ได้ไม่เนียนลื่นตาคนอ่านนัก ก็เก็บไว้อ่านในใจคนเดียวดีกว่า

 สำหรับภาพสเก็ตน้องหัวแกะผมหยิกหยอยนั้นได้รับความอนุเคราห์จาก น้องสาวต่างสายเลือด ที่ส่งภาพนี้มาเป็นภาพสเก็ตที่ฉันได้วาดไว้ในยามเพลินๆใจช่วงเวลาหนี่ง ส่งมาเตือนใจว่าได้เขี่ยอะไรเอาไว้

กับสิ่งที่เราไม่ได้คิดถึง แต่กับอีกคนหนี่งเก็บความทรงจำไว้ให้
ขอบใจนะต๋อม

Wednesday, December 26, 2007

น้ำแข็งใส ใส่หัวใจ ที่Husavik




วันนี้ที่นี่ กับหมู่บ้านเล็กๆที่มีประชากรในหมู่บ้านไม่เกินกว่า สองพันห้าร้อยคนเท่านั้่นเอง หากเทียบแค่ซอยในกรุงเทพบ้านเราแล้ว คงทวีคูณจำนวนได้หลายเท่ามากมายนัก เพียงแต่พี้นที่ อากาศ ที่มีน้อยนักเราคงต้องแบ่งปันกันมากกว่าคนที่นี่มากหน่อย ชีวิตในฤดูหนาวที่นี่ เย็นและเงียบ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตการตามปกติ ทำงาน อยู่บ้านอุ่นๆ สีสันมีแต่พอเพียง กับชีวิตชนบทที่นี่ ทุกอย่างในหมู่บ้านนี้มีค่อนข้างสมบูรณ์ในสัดส่วนของชุมชน โรงเรียน สถานพยาบาล สถานที่ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑ์ รองรับคุณภาพชีวิตคนที่นี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าที่สิทธิทุกคนพีงมี

ลอดสายตาผ่านหน้าต่างกระจกบานใหญ่ในบ้านที่อุ่่นทั้งอุณภูมิและ ความอุ่น จากใจของคนในบ้านนี้
วันนี้อากาศข้างนอกคงสดชื่นและเย็นสะท้านดีแท้นักด้วยอุณหภูมิที่ติดลบ หิมะละลายยังไม่ทันเป็นน้ำดีนัก อุณหภูมิความเย็นจัดครอบคลุมพื้นที่หมู่บ้านก็มาทำให้น้ำที่ละลายอยู่จับตัวเป็นแข็งใส น่าลื่นล้มดีจริงๆ

มลพิษที่นี่เรียกได้ว่าตีค่าเป็น​ศูนย์ สูดออกซิเจนกันได้ตุงปอด หากไอเย็นไม่เข้าไปทำให้ปอดแข็งซะก่อน (ฮ่าๆ งานนี้ไม่มีตับแข็งนะคะ) หาผู้คนเดินตามถนนหนทางน้อยมากๆ นานๆจะมีคนห่อหุ้มกันลมกันความเย็นกันตัวหนาปั๊ก เดินปุ๊กๆ อยู่ตามถนนว่างๆ

บ้านเรือนที่นี่ เหมือนฉากละคร เวลาเดินเล่นเมืองนี้ทีไรนึกว่าตัวเองเป็น ตัวละครที่แสดงอยุ่ บ้านน่ารักๆหลังเล็กๆ ตีกรามมีก็ไม่สุูงมากนัก แต่บ้านเรือนพักอาศัยก็จะเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว รูปแบบบ้านก็แตกต่างกันตามสไตล์ แต่ที่จะขาดการเน้นเสียไม่ได้ของประเทศนี้คือ หลังคา สารพัดสีมาก หลังคาบ้านที่นี่ ถ้ามองจากมุมสูงแล้วจะเห็นจุดยุทธศาสตร์ได้ชัดเจนมาก สีสดใสเต็มๆตา คือประมาณว่า ตัวอาคารโทรมแค่ไหนไม่ว่า ขอหลังคาข้าแจ่มแจ๊ดไว้ก่อน

ถึงแม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองชนบท แต่ชีวิตคนที่นี่ก็ติดเทคโนโลยีไม่แพ้เมืองไหนในโลก อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ต่างๆใช้เทคโนโลยีทันสมัย แทบทุกบ้าน มีโลกไซเบอร์กผ่านคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างการดำเนินชีวิตไม่ต่างจากคนเมืองมากนัก หากแต่ในบรรยากาศที่สงบและโอบล้อมด้วยธรรมชาติมากกว่า ความใสซื่อในคนเมืองกับคนชนบทนั้นก็คงไม่ต่างจากบ้านเรา

คนที่อยู่ในโลกของกิเลสน้อยกว่าย่อมมีพื้นที่ทางใจแบ่งปันให้ผู้อื่นด้วยความจริงใจได้มากกว่า