Tuesday, December 28, 2010

หมู่บ้านทางเหนืออีกครา...

หายไปเป็นปีมิได้อัพบล็อก...
ขออนุญาติ ปัดฝุ่นในห้องก่อน เช็ดกระจกหน้าต่าง เพื่อที่จะได้มองเห็นวิวข้างนอกได้อย่างสดใส
......................

ปีนี้เกือบนับไม่ได้ว่าเป็นปีที่เท่าไหร่ของทุกคริสมาสต์กับการไปเยี่ยมเยือนพ่อและแม่ของคนข้างใจ กับทุกครั้งที่มาบรรยากาศที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ อิ่ม อวล อบอุ่น และก็ อิ่มเอิบกับการประเพณีการมอบของขวัญซี่งกันและกัน เคยคิดอยุ่ว่า เทศกาลแบบนี้มันเป็นการสิ้นเปลืองหรือเปล่า ทุกคนจะต้องซื้อของขวัญมอบให้กันทุกปี ของบางอย่างที่ได้รับถ้าถูกใจก็ชื่นชมได้พอสักประมาณ หลังจากนั้นก็ได้แต่เก็บเข้าตู้ มันเป็นอะไรที่ขาดการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่หรือเปล่า กับยุคเศรษฐกิจแบบนี้ โดยเฉพาะกับที่นี่ ไอซ์แลนด์

แต่็เอานะ ทีนี้ลองขยับมาอีกมุมหนี่งก็ได้เห็นภาพอีกด้านของประเพณีนี้ของชาวตะวันตก คือเสน่ห์ของการให้ เสน่ห์ของการวิ่งวุ่นสาละวนกับการจับจ่ายซื้อของขวัญให้ญาติๆและเพื่อนสนิท ปีหนี่งสักครั้งมันเป็นอีกวิธีหนี่งที่ทำให้เราได้นึกถึงคนอื่น และของแต่ละชิ้นที่เราจะจัดหาให้คนสักคน มันทำให้เราได้นึกถึงเขามากขี้นอย่างพิถีพิถัน คิดถึงนิสัยคิดถึงลักษณะของความสัมพันธ์กับคนๆนั้น ซี่งตลอดทั้งปีที่ผ่านมาเราอาจจะลืมที่จะนึกถึงเขาอย่างนี้ก็ได้ ของขวัญที่เราได้รับของกันและกันนั้นเหมือนกับได้บอกว่า เรายังมีกัน เรายังนึกถึงกัน ของขวัญอาจจะมีมูลค่าตั้งแต่เพียงพอเหมาะสม จนถึง แบบว่าทุ่มไม่อั้น แต่เหนืออื่นใดที่ทุกคนรู้สึกกันได้ คือการนึกถึงกันและกัน เพราะเบื้องหลังของการให้ ก็ได้ผ่านกระบวนการคิด รายละเอียดปลีกย่อยของคนที่เราจะมอบให้ ตรงนี้ต่างหากแก่นและประโยชน์ทางใจสูงสุดของประเพณีนี้

นี่คงเป็นเหตุผลหนี่งที่ทำให้ผู้คนที่นี่ ยังคงเบิกบานซื้อของขวัญให้กันช่วงก่อนคริสมาสต์อย่าง ไม่ค่อยเกรงใจกระเป๋า แต่บางคนก็เพลาๆลงบ้างกับการทุ่มทุน สถานช้อปปิ้งที่ปกติก็มีผู้คนไม่ค่อยหนาตามากนัก ก็กลับครึกครื้น แข่งกับแสงไฟที่ถูกประดับประดาพราวพรายไปทั่วทุกหนระแหง ทำให้เมืองมืดนานในยามหนาวเย็นแบบนี้ สว่างระยิบระยับในใจผุ้คนได้ไม่มากก็น้อย
.......................

Moleskine! ทันที่ที่แกะห่อของขวัญ อืม....พ่อคนข้างใจ รุ้ใจจริงๆ ปีนี้เขาคงเห็นว่า เราสเก็ตงานบ่อยๆมาตลอด ขีดเขียนไม่ว่างเว้น เลยจัดหาสมุดสเก็ตยี่ห้อในดวงใจเล่มนี้ให้เสียที เพราะเห็นว่าอยากได้มานาน สมุดสเก็ตตำนานนี้ ในที่สุดก็ได้ครอบครองเสียที เฝ้าแอบดูตามร้านหนังสือมานาน แต่ด้วยสนนราคาแล้วก็ต้องแอบเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากันคราวหน้า สมุดอยุ่ในกำมือเราแล้วคราวนี้ถึงเวลาบรรเลงตำนานของต้วเองเสียบ้าง หลังจากที่ได้คอยเก็บกระดาษโน่นที นั่นที มาขีดเขียนกระจัดกระจายไปหมด

บรรเลงหน้าแรก ขอขอบคุณผุ้มีพระคุณเสียหน่อยอุตสาห์ส่งอุปกรณ์สร้างแรงบันดาลใจให้






จะสิ้นสุดปี 2010 ก็ต้องบวกเลขเพิ่มอีกหนี่ง ทั้งตัวเลขปีและอายุตัวเองอีกครั้ง(แล้วครั้งเล่า)
ได้แต่ตั้งสมการไว้ว่า:
ตัวเลขอายุมากขี้น ความประมาทในการใช้ชีวิตต้องลดน้อยลง

ซี่งผลดีของการมีตัวเลขอายุที่เพิ่มขี้นคือการที่เรามีสติปัญญาในการมองโลกอย่างตรงไปตรงมาให้ชัดเจนที่สุด

เอ๊..เราแก่จริงๆแล้วนะเี่นี่ย ฮ่าๆ

ไหนๆก็ไหนๆ กระต่ายมา เสือกลับถ้ำไป พาใจเรากระโดดโลดแล่นไปกับปีกระต่ายกันดีกว่า..
อ้อ...อย่าลืมละ อย่าเผลอประมาท ลัล.. ลัล... ล้า จนกระทั่งเต่าคลานนำหน้าไป...(อันนี้เตือนตนเอง)

Friday, January 30, 2009

Wonderful white moment in Iceland

วันนี้เป็นวันแจ่มที่สุดวันหนี่ง ตั้งแต่อาศัยอยู่ที่นี่มา มันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากกับการเห็นภาพเบื้องหน้าและรอบๆตัวในวันนั้น ช่างเป็นของขวัญที่วิเศษอีกวันหนี่ง จากเมื่อวานที่เกร็ดหิมะโปรยปรายมาอย่างแผ่วเบา ไปทั่วทั้งเมืองเรคยาวิก สรรพสิ่งทุกอย่างถูกปกคลุมด้วยเกร็ดน้ำแข็ง ขาวโพลนตระการตาไปทั่วทุกหนระแหง จนวันนี้ แดดใสๆสาดกระทบลงมาให้ความขาวกระจ่างตาขี้นอย่างชวนมองที่สุด
หิมะที่ปกคลุมต้นไม้ใหญ่น้อย ก็เกาะคลุมตามแนวกิ่งก้านได้รูปสวยงาม ทุกอย่างรอบตัวเหมือนฉากภาพยนต์ที่ถูกจัดโดยธรรมชาติ ที่ลงตัวและมีเสน่ห์ที่สุด อีกทั้งยังเป็นใจที่วันนี้เป็นวันที่ไร้ลมไม่มาเป่าหิมะกระจัดจาย ท้องฟ้าปลอดโปร่ง และความเย็นยังเย็นขนาด-3 องศาได้ที่ที่จะรักษาให้ภาพที่เป็นอยู่อยู่ได้นานขี้นไม่ละลายจางเร็วไปเสียก่อน อย่ากระนั้นเลย ก่อนที่แสงแดดจะบอกลากันอย่างง่ายๆ
ขอเก็บตำนานนี้ไว้เป็นที่ระลึกตา ระลึกใจกันสักหน่อย...
























Monday, October 20, 2008

ภาพแขวนผนัง Blog

เมื่อแสงวาดลายด้วยหมีกเงา

เดินตามซอกซอยในเมือง จับภาพ มุมนั้นนิดมุมนี้หน่อย
พอที่อุณหภูมิในร่างกายยังอุ่นพอให้ทนกับการตะลอนเดินเก็บภาพ
แดดสวย ที่สาดอยู่ในเวลานั้น มันให้ความอุ่นได้แค่สายตาที่มอง
แต่มันไม่ได้ทำให้ร่างกายอุ่นเร้ย.... (สั่นหงีกหงั่กๆ )

กลับมาบ้านจับภาพใส่เฟรม ขอเอามาประดับประดาผนังบล็อกของเราเสียสักหน่อย
ให้พองาม หลังจากไม่ได้อัพมาซะนาน....





Sunday, August 17, 2008

เมล็ดพันธ์ุแห่งปัญญาได้ถูกโปรยหว่านแล้วในไอซ์แลนด์


ุคุณแม่ กับน้องจ๋าที่พักอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์

การเยี่ยมเยือนชาวไทยในประเทศไอซ์แลนด์ครั้งแรกครั้งนี้ของแม่ชีศันสนีย์ เป็นเรื่องน่ายินดีและปลาบปลื้มเป็นของพวกเรายิ่งนัก คุณแม่รับหน้าที่เป็นวิทยากรปฏิบััติธรรมในวันแม่ ถ่ายทอดแก่นของพุทธศาสนาได้อย่างลีกซี้งแต่เข้าใจง่าย และเพลิดเพลินทีเดียว จากการได้ฟังคุณแม่สนธนาธรรมให้แก่พวกเราได้ฟังนั้น มันเป็นอะไรที่ ไม่สามารถที่จะพลาดสักคำในทุกคำพูดของคุณแม่ เแต่ละคำมีความหมาย แต่ละคำถ่ายทอดออกมาจากจิตจากใจที่นุ่มนวลและเมตตา แต่ละคำได้มาจากการเรียนรู้และศึกษาอย่างถ่องแท้ ทุกคำพูดมีนัยยะแอบแฝงให้คิด ให้เข้าใจ ให้ความชัดเจน การได้เฝ้าดูทุกอิริยาบถของคุณแม่ มันเป็นภาพที่สวยงาม ท่านเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในใจเรา ไม่ใช่จากการได้ยินชื่อเสียงของท่าน แต่จากการได้เห็นการทำงาน การเสียสละ มันทำให้เกิดศรัทธาแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆเลย

เมื่อได้พบเจอกับคุณแม่ ก็ตั้งคำถามขี้นในใจว่า อืมคุณแม่เป็นบุคลที่เป็นที่รู้จักและเคารพศรัทธาของคนมากมาย แต่กับการได้พบในครั้งนี้ ในทุกอิริยาบถ ภาพตรงหน้าที่ได้เห็น เป็นเหมือนผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนี่ง ช่างอ่อนน้อม ถ่อมตน สุภาพ แต่ข้้างในนั้นมีพลังแห่งการให้ยิ่งใหญ่นัก
คงจะอย่างที่คุณแม่กล่าวไว้ว่า ต้องเป็นคนที่ตัวเล็กที่ทำงานใหญ่ มันคงจะมีความหมายที่ตรงกับภาพที่ได้เห็นตรงหน้านี้

คุณแม่ได้ให้โอวาทแด่คนไทยในวันที่มีการปฏิบัติธรรมกันที่นี่ มีผู้คนที่มากันอย่างอบอุ่น ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ที่ทำให้พวกเราได้ใกล้ชิดได้ทั่วถึงกันทุกคน นับเป็นความโชคดีจริงๆ นี่ถ้าอยู่กรุงเทพฯคงมีโอกาสเจอท่านได้ยาก เคยไปที่เสถียรอยู่หนหนี่งก็ไม่เคยเจอไม่คิดว่าจะได้มาพบท่านในดินแดนที่ไกลจากบ้านเกิดเช่นนี้

ขอเล่าในคำสอนของคุณแม่ในวันนั้นอาจจะไม่ได้ตรงทุกถ้อยคำแต่ก็เท่าที่จำประเด็นหลักๆได้
คุณแม่แนะนำและเน้นยำ้ไปที่ การกำหนดลมหายใจ เพื่อที่ให้เราได้มีความรู้ตัวทั่วพร้อม รู้ตื่น เบิกบานกับปัจจุบันขณะ หรือ Here and Now อดีตหรืออนาคตไม่ได้มีบทบาทเท่ากับปัจจุบันในขณะนี้ อีกทั้ง ยังให้รู้จักถึงการคืนไม่ฝืนไว้ ถ้าทุกคนเข้าใจและปฏิบัติได้เช่นนี้ เราจะเป็นคนที่รอดพ้นจากพายุกิเลส ไม่ว่ามันจะมาถี่หรือแรงแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำร้ายเราได้มากนัก
หากยังได้กล่าวเน้นถึงคุณค่าของการเป็นพ่อแม่ที่มีสัมมาทิฎฐิ ในการสร้างโลกในครรภ์ให้กับลูก ด้วยการสื่อสารสัมผัสที่โอ่นโยนและเมตตา อบรมเลี้ยงดูให้เจริญวัยด้วยความรักและความเข้าใจที่ถูกต้อง

นอกจากคำสอนที่ ลึก และ ซึ้ง นั้น ยังบวกกับกิจกรรมที่ให้ความผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ กับการทำลีลาประกอบเพลงดั่งดอกไม้บาน ทำให้ร่างกายได้มีการยืดหยุ่นในขณะปฏิบัติ และเฝ้าดูตามลมหายใจ ทุกคนได้พร้อมใจกันปฏิบัติตามด้วยความเพลิดเพลินสนุกสนาน เป็นลีลาที่น่ารักและพร้อมเพรียง ส่วนประโยชน์และแก่นที่ได้ค้นพบคือ ขณะที่ร่างกายได้ยืดเส้นสายเพื่อการออกกำลังกายนั้น ในเวลาเดียวกันก็ได้ออกกำลังใจด้วยการนิ่งสงบอยู่กับลมหายใจที่เนียนละเอียด และกับอีกกิจกรรมหนี่ง การนวดเพื่อการให้ อืม... อันนี้ทำให้เราเข้าใจประเด็นของการให้ได้อย่างชัดเจนมากๆ นับเป็นความชาญฉลาดในวิธีการ ที่ทำให้พวกเราเข้าใจและเข้าถึงได้อย่างง่าย

อย่างที่ได้บอกไว้ คำพูดของคุณแม่ทุกคำมีคุณค่าและความหมายที่ลึกซี้งเกินกว่าจะพลาดไปได้สักคำ ความศักดิ์สิทธิ์ของคำสอนอยู่ที่ศรัทธาและปฏิบัติ คุณแม่เคยกล่าวไว้ว่าไม่มีอะไรเกิดขี้้นมาด้วยความบังเอิญ ทุกอย่างมีกรรมและผลของกรรมทั้งสิ้น ผลกรรมวันนี้ ได้มาจากเมื่อวานหรือวันก่อนๆ คุณแม่เปรียบกรรมชั่วดังเกลือ ที่มันเค็มเพราะเราทำและสร้าง ถ้าวันนี้ยังสร้างเกลืออยู่มันก็ยังคงเค็ม ให้เติมน้ำดีลงไปโดยการทำกรรมดี แม้เกลือที่เราเคยสร้างมันยังเค็มอยู่แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีน้ำดีไปเจือไม่ให้มันเค็มไปกว่านี้ เห็นมั๊ยภาพชัดเจนมากๆ

นอกจากเนื้อหาที่ได้จำประเด็นมาทั้งหมดนี้ หากได้รับฟังด้วยหูด้วยใจตนเอง จะได้รู้ว่าคำพูดที่คุณแม่เอ่ยมานั้นนอกจากได้เอื้อประโยชน์และชี้ทางแล้วยังไพเราะในถ้อยคำและน้ำเสียง ซี่งแม้ในช่วงเย็นของวันที่ปฏิบัติธรรมในวันนั้น เสีียงของคุณแม่เริ่มแผ่วและแหบแห้ง แต่พลังภายในคุณแม่ยังคงหนักแน่นและแน่วแน่
สิ่งที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ เป็นการน้อมใจชื่นชมคุณแม่ด้วยศรัทธา มิได้เกิดจากการฟัง และได้ยินมาเท่านั้น แต่มันได้ผ่านและสัมผัสตัวตนและความคิดของคุณแม่ในภาพที่อยู่ตรงหน้าในวันนั้น

ขอขอบพระคุณคุณแม่ที่ได้นำเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญามาโปรยหว่านไว้ณ ดินแดนแห่งนี้
เราจะรดน้ำพรวนดินให้พันธุ์ไม้แห่งปัญญานี้เติบโต และอบอุ่น
ต่อหนาวจัดมืดนานขนาดไหน พี่ไทยเราก็มิหวั่น..

กราบขอบพระคุณ พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปแห่งวัดไทยไอซ์แลนด์ ที่ได้เชื้อเชิญ ผู้โปรยหว่านเมล็ดพันธุ์มาถึงที่นี่

เหนืออื่นใด ของก้มกราบขอบพระคุณองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ท่านได้มอบสาวิกามาสู่โลก สู่ชาวพุทธ และมวลมนุษยชาติ ในทุกดินแดนบนผืนโลกใบนี้

ธรรมสวัสดี

________________________________________
ต่อนิด ...

สิ่งดีๆสิ่งสุดท้ายของวันปฏิบัติธรรมที่เกิดขี้นในวันนั้น
ก่อนกลับบ้านพบเจอเด็กหญิิงตัวน้อยๆสองคนนั่งเล่นกันอยู่อายุราวๆไม่เกินห้าขวบ พอเดินผ่านเด็กหญิงคนหนี่งก็ถามอะไรสักอย่างเป็นภาษาไอซ์แลนด์ ฟังไม่ออก เลยตอบไม่ได้ก็เลยถามกลับเป็นภาษาไอซ์แลนด์เท่าที่เรียนมาตอนชั้นป.1 ว่า ชื่ออะไร เด็กก็ตอบมา แล้วก็ถามต่อไปว่า บ้านอยู่ที่ไหน เด็กก็ตอบกลับมาอีก ฟังไม่ออกทั้งสองคำตอบ(ฮ่าๆ) สักพักเด็กหญิงคนเดิมก็ถามกลับมาว่าบ้านเราอยุ่ที่ไหน ก็เลยบอกชื่อสถานที่ไป เด็กทั้งสองคนมองหน้ากันพากันงงกับคำตอบ ไม่ใช่เพราะไม่รู้จักสถานที่ที่บอกไปหรอก เราเดาได้ว่าหนูน้อยทั้งสองคงฟังไม่ออกจากสำเนีียงที่เราบอกไปเป็นภาษาไอซ์แลนด์ไป สื่อสารกันไม่ได้ แต่ตอนนั้นรับรู้ได้ว่า ใจเราถึงกัน สักพักก็ละออกมาจากเด็กหญิงตัวน้อยกล่าวลา บ๊าย บาย เดินมาได้สักสองสามก้าวเด็กหญิงอีกคน ตะโกนบอกว่าว่า เบรสๆ(บ๊ายๆ)อีกรอบ พร้อมโบกไม้โบกมือมาให้ กับรอยยิ้มที่น่ารักที่ซู๊ด โห..ชื่นใจอะไรเช่นนี้ ขอบคุณคุณแม่อีกครั้งที่ได้เปิดหัวใจของเราในวันนี้ให้กว้างขี้น จนได้รับและมองเห็นอะไรเล็กๆน้อยๆแต่ใหญ่โต๊ ใหญ่โต ในใจ (^ ___^)
___________________________________________
อีกนิดส์...จริงๆ

เป็นสิ่งหนี่งที่ไม่อยากบอกแต่อดมิได้(ฮ่าๆ)
ภาพยนต์ของคุณแม่ A walk of wisdom นำมาเปิดให้พ่อหนุ่มข้างกายชาวไอซ์แลนด์ดู ไม่น่าเชื่อว่าได้ทำให้พ่อหนุ่มคนนี้ซาบและซึ้งจนแอบน้ำตาซึมเป็นระยะในขณะที่ชม (แอบเห็นมา (^_^) )

ว่าแล้วมาฝึกลมหายใจการดีกว่า






....

Wednesday, June 11, 2008

A journey to the center of the earth


ขอนำชื่อหนังสือเล่มหนี่งมาพาดหัวเรื่อง เป็นนวนิยายที่ประพันธ์โดย นักเขียนชาวฝรั่งเศส นามว่า Jules verne โทษทีสะกดด้วยคำไทยไม่ถูกจริงๆ จูลส์ เวียน หรือไรเนี่ยแหละ

ที่ได้นำชื่อเรื่องมาเกี่ยวข้องด้วยนี้นั้น เพราะเพิ่งได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ๆหนี่ง ที่ต้องทำให้นึกถึงชื่อของหนังสือเล่มนี้

เพราะเรื่องราวของหนังสือผจญภัยในแนว science fiction นี้ ได้นำเอาสถานที่ที่ไปแอ่วมา มาเป็นจุดเริ่มต้นเล่าเรื่องในนวนิยาย โดยการผจญภัยเริ่มต้นที่ดินแดนแห่่งหนี่งชื่อว่า snæfellsjökull (อ่านว่า สไนเฟลเยือเริ่มต้นกคึร์ )เป็นชื่อภูเขาธารหิมะแห่งหนี่งในไอซ์แลนด์ ตั้งอยุ่ที่ปลายแหลมๆหนี่งที่ยื่นไปในทะเล ทางด้านตะวันตกของประเทศ ในการเดินทางในนิยายคือดำดิ่งเข้าไปสู่ใจกลางภูเขาลูกนี้ไปสู่ใจกลางลึกของโลก ระหว่างทางก็มีการประสบกับเหตุการณ์ต่างๆตามแนวหนังผจญภัย ไปตลอดทั้งเรื่องราว...

มาที่การเดินทางของเรากันดีกว่ากับเรื่องจริงไม่อิงนิยาย

Snæfellsjökull...
แปลตรงๆตัวคือ ภูเขาหิมะธารน้ำแข็ง เป็นภูเขาไฟที่เคยเกิดประทุขี้นเมื่อคริสตศักราชที่ 200 แล้วก็สงบนิ่งเช่นนี้มานานกว่าเกือบสองพันปี

เคยได้วางแผนกับคนข้างเคียงหลายครั้งแล้วว่าจะไปที่Snæfellsjökull แต่ก็ไม่ได้โอกาสเหมาะเสียที กับวันนี้ ตอนเริ่มบ่ายคล้อยๆ หันหน้้าละสายตาจากเครื่องคอมพิวเตอร์กันทั้งคู่ แล้วก็เสนอไอเดียกันว่าน่าจะไปที่ไหนสักที่เถอะเพื่อสูดอากาศภายนอกพักสายตาจากเจ้ามอนิเตอร์ซะที ไม่งั้นก็นั่งจมกันอยู่แบบนี้ตลอดบ่ายเป็นแน่แท้

ว่าแลัวก็ตกลงกันว่าไปที่ๆเราหมายปองกันไว้ดีกว่า คาดว่าขับรถคงใช้เวลาไปกลับแค่สี่ชั่วโมง ตอนแรกๆต่างคนก็ต่างลังเลกันเพราะมองไปที่ท้องฟ้า มีเมฆหนาลอยไปลอยมากวนสายตาอยุ่ แล้วเวลาในการเดินทางก็ไม่มากเพราะนี่ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสามแล้ว แต่ก็เอานะ เป็นไงเป็นกันวันนี้แหละ

อัดน้ำมันเต็มถังพร้อมลุย...

ระหว่างการเดินอย่างที่คาดการไว้ คืออากาศดีเป็นช่วงๆ แต่ส่วนใหญ่ท้องฟ้าจะค่อนข้างครี้ม มีแดดส่องมาในบางที่ประปราย ไม่จัดจ้าเท่าที่ควร แต่ก็ใครสนนะ คงต้องเที่ยวแบบไม่สนปัจจัยรบกวนต่างๆ ไม่งั้นสิ่งที่ตั้งเป้าหมายที่จะทำ คงคลาดเคลื่อนไปจากนี้อีก

ทุกอย่างอยู่ที่ใจเนอะ ฟ้าครี้ม ภายนอก แต่ข้างในใจตอนนี้ ครี้มใจ ดีนักที่ได้เดินทาง

ขอบรรยายบรรยากาศอย่างกระชับ(มากๆ)แล้วกันนะ อะแฮ่ม!
...ฝนตก..แดดออก..ฟ้าหม่น... ฝนตก...แดดออก..แวะทักกับแกะ...แวะถ่ายรูปกับม้า....

นั่งในรถไปนานๆ ทำไมมันยังไม่ถึงสักทีหว่า ไหนบอกว่า สองชั่วโมงไง พ่อตัวดี! นี่ปาเข้าไปสามชั่วโมงแล้วนะ พอเริ่มเลยชัวโมงที่สามของการเดินทางมาก็เห็นยอดวิปครีมรำไรๆ อา...คงที่นี่แหละในที่สุด ดินแดนที่นี่ตรงนี้ที่ได้ยินมาว่าคนไอซ์แลนด์เชื่อกันว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่ความศักดิ์สิทธิ์ยังไงนั้นไม่รู้ข้อมูลจริงๆไว้สืบมาให้ แต่ก็รู้สึกดีที่ได้มา ตรงนี้หรือเปล่าหว่าที่เป็นความศักดิ์สิทธิ์

เมื่อมาถึงทางขี้นเขา เราก็ชั่งใจกันว่าอืม บิ๊กแจ๊สของเราจะกลายร่างเป็นรถ 4 wheels drive ได้หรือเปล่าก็ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี่นะ อะไรก็เป็นไปได้ สุดท้ายแล้วก็ไม่รอความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ 2 wheels drive บวกกับอีกสี่ขาเนี่ยแหละ ลองปีนดู

พอได้ขี้นมาบนเส้นทางจริงๆแล้วทางที่ปีนป่ายมาก็ไม่ได้โหดมากนัก คงมีสิ่งอำนวยหลายอย่าง อากาศดี ไม่มีลมโชกแรง พื้นถนนไม่เปียกแฉะ แต่ก็ยังขับไปเสียวไป แล้วก็ปีนมาถึงเกือบปลายยอดเขาจนได้ ที่นี่คงเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์จริงๆอะนะ พารถบิ๊กแจ๊สของเรามาถึงเกือบทางขี้นถึงตรงนี้จนได้ แค่นี้ก็น่าภูมิใจแทนเจ้าตัวเล็กแล้ว


น่าเสียดายที่ปลายยอดวิปครีม(ปลายเขา) ถูกเมฆก้อนโต take over อยู่ คลุมมิดยอดเขาเชียว
แต่ยังดีที่มีวิวสวยๆอีกด้านมาปลอบใจ เพราะจากตรงจุดเดียวกันนี้กวาดสายตาไปอีกด้านรอบๆ ราวกับว่ามีภาพเพ้นท์สีผืนใหญ่จากจิตรกรฝีมือชั้นเยี่ยม ขึงพาดยาวตลอดแนว180 องศาของแนวขอบโลกเลยทีเดียวให้ชื่นชม

ขอพรรณาจากตาที่ได้เห็นให้ฟังหน่อยเถอะ

ท้องฟ้าถูกป้ายระบายกลมกลืนไปกับท้องมหาสมุทรอย่างไร้เส้นขอบฟ้ากั้นแนว
เมฆเกาะกันเป็นกลุ่มบ้าง กระจายบ้าง อย่างได้จังหวะ บ้างก็แผ่เป็นระลอกเต็มท้องฟ้าตามทิศทางแรงลม

ภาพเบื้องล่างพื้นแผ่นดินระนาบเดียวกับท้องมหาสมุทร ดูเป็นเหมือนอีกโลก ด้วยสีบรรยากาศในระยะไกลตัดกันกับจุดที่ยืนอยุ่ในขณะนี้

ของแบบนี้อ่านด้วยตาพิสูจน์ไม่ได้ มาดูภาพบางซีนพิสูจน์กันดีกว่า

มะ..เบิ่งกัน...


เพื่อนน่ารักระหว่างทาง ทักทายให้กำลังใจ



ภาพมองลงมาจากบนภูเขาที่ยืนอยู่


เมฆลอยเกาะเกี่ยวเหนี่ยวแน่นกับยอดปลายเขา



บิ๊กแจ๊ส


ปลายยอดเขาอีกลูกกับภาพฉากหลังไกลๆ ที่ผืนน้ำและผืนฟ้า เนียนเข้าหากันจนไร้เส้นขอบฟ้า


สูดอากาศชุ่มปอด ชื่นบานกันไปอีกงาน
ครั้งนี้ขอแค่มาตรวจการก่อนนะ

ไว้กลับมาอีกคราวหน้าจะหาโอกาสดีๆที่ไม่ให้เมฆมายึดพื้นที่บนยอดปลายเขาบังสายตาที่มุ่งมั่่นของเราไปได้...

ขอขับมอเตอร์ไซต์หิมะ บนนี้ สักรอบเป็นบุญของ แอส หน่อยเถอะ

ใครสนใจบ้าง
ไปกัน!



Friday, June 6, 2008

Lost in Iceland

-----------------------------------------------------------------------
Polar B E A R
-----------------------------------------------------------------------------------------



ลอย..
ละลาย...
ล่อง....
หลง..... LOST
มอม...
แมม...
มืด... มน...
IN
ซัด..โซ...
หิว...โหย...
หา...
เห็น...

ตื่น...!!!

ตีบ...

ตัน....

ต้อง...

........


....หลับสบาย ....

I C E L A N D
ระลีกไว้ ในไอซ์แลนด์

Wednesday, June 4, 2008

เสียงเพลงจากโลกด้านในที่เพราะที่สุดในโลก

Wonderful
               MuSic 

บนเวที...นักดนตรีวัยรุ่นสมัครเล่นกลุ่มหนี่งกำลังบรรเลงท่วงทำนองเพลง ที่บางจังหวะทำนองแม้ไม่ลงตัวกันนัก บางคนช้า บางคนลังเลกับการบรรเลงที่ต้องลงจังหวะเครื่องดนตรีตามสัญญาณของผู้นำบรรเลง

ในทำนองเพลงแม้การบรรเลงจะไม่ลื่นไหลมากนัก แต่มันไหลลื่นเข้าไปจับใจฉันอย่างยอมสงบสยบฟังไม่ให้พลาดสักท่วงท่อนของบทเพลงที่บรรเลง...

นักดนตรีออทิสติก คำนี้จะอธิบายความเป็นกลุ่มนักดนตรีนี้ได้ชัดเจนนัก พวกเขาเหล่านี้ เหมือนสิ่งวิเศษที่ทำให้ได้ฉันได้มีโอกาสเห็นโลกด้านในของเขาที่ยากนักจะเข้าถึง ได้เผยตัวตนออกมาให้ฉันได้สัมผัสผ่านบทเพลง พวกเขาได้รับการฝีกฝนจากครูเพลงมาอย่างดีที่เขาจะสามารถจะทำได้ในระดับหนี่ง เขาเปิดโลกของเขาให้เราได้สัมผัส แม้ไม่ใช่จากคำพูดหรือท่าทาง แต่บทเพลงที่สะท้อนออกมานั้นฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งนักที่ได้มองเห็นมุมหนี่งด้านในจากพวกเขา

คำพูดที่แท้ของเขาไพเราะเพียงนี้เชียวหรือ 
เขาอยากแสดงโลกด้านในของพวกเขามากกว่านี้หรือไม่ 
หรือเขาอยากเก็บดินแดนในโลกของเขาไว้ไม่เผยออกมา

เราไม่อาจรู้ได้ แต่เพียงเท่านี้ มันก็เป็นการเสียสละที่ยิ่งใหญ่เป็นนักหนา ให้คนธรรมดาอย่างเราๆ ได้ย่างกรายเข้าไปได้ทำความรุ้จักแม้เพียงสักเล็กน้อยมันก็เป็นสิ่งที่ปลาบปลื้มเหลือหลาย...

ลองฟังสิ...

ในที่เงียบๆ วางจิตวางใจ ฟังพวกเขานะ 
แล้วลองดูว่าจะได้ถูกเชิญเข้าไปในโลกของเขาอย่างที่ฉันได้ไปแง้มเห็นมาหรือไม่

.....................................................................................


.....................................................................................

ขอบคุณเป็นนักหนา

แล้วก็อดปาดน้ำตากับความสุขที่มีเกียรติครั้งนี้ไม่ได้..